นโยบายด้านความปลอดภัยทางถนน


 

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2555 รัฐบาลของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งคำแถลงนโยบาย ได้มีการบรรจุเรื่องของความปลอดภัยทางถนน ไว้นโยบายข้อที่ 4 (นโยบายสังคมและคุณภาพชีวิต) หมวดที่ 4.5 (นโยบายความมั่นคงของชีวิตและสังคม) ข้อย่อยที่ 4.5.6 ที่จะดำเนินการ 

“ลดอุบัติภัยและความสูญเสียจากอุบัติเหตุจราจรให้เหลือ น้อยที่สุด ส่งเสริมการเรียนรู้การเดินทางและการใช้การขนส่งอย่างปลอดภัย โดยน้อมนำหลักการแก้ไขปัญหาจราจรตามแนวพระราชดำริไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง และถือเป็น “วาระแห่งชาติ” ที่ต้องดำเนินการอย่างเข้มข้นในทุกพื้นที่ของประเทศ”

 


 

คำกล่าวนายกรัฐมนตรี

พิธีเปิดโครงการรณรงค์สงกรานต์ปลอดภัย ๒๕๕๕

ณ ห้อง... ทำเนียบรัฐบาล

วันพุธที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๕๕ เวลา ๑๓.๐๐-๑๓.๓๐ น.

*********************

ท่านรองนายกรัฐมนตรี และท่านรัฐมนตรี

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ผู้บริหารหน่วยงาน  องค์กร

ผู้แทนภาคีเครือข่ายภาครัฐและภาคเอกชน

สื่อมวลชนและท่านผู้มีเกียรติที่เคารพทุกท่าน

 

ดิฉันรู้สึกยินดีอย่างยิ่ง ที่ผู้บริหารหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน และองค์กรสาธารณประโยชน์ รวมถึงภาคีที่เกี่ยวข้องกับการดูแลความปลอดภัยทางถนนทุกภาคส่วนได้มาร่วมกันในวันนี้ เพื่อแสดงพลังขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาล ในเรื่องความปลอดภัยทางถนน ที่มีเป้าหมายลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุจราจรให้เหลือน้อยที่สุด ด้วยมาตรการที่ดูแลทั้ง “คน” “รถ” และ “ถนน” อย่างรอบด้าน  อันถือเป็น “วาระแห่งชาติ” ที่ต้องดำเนินการอย่างเข้มข้นในทุกพื้นที่ของประเทศ และอย่างต่อเนื่อง

ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ๒๕๕๕ นี้ รัฐบาลจึงถือเป็นโอกาสอันดีที่จะ “ปักธง” ลดอุบัติภัย และความสูญเสียจากอุบัติเหตุจราจรให้เกิดขึ้นจริง ภายใต้นโยบาย “๗ วัน ๗๗ จังหวัด สงกรานต์ปลอดภัย ๒๕๕๕” และให้ดำเนินนโยบายตั้งต้นเหล่านี้สืบเนื่องต่อไป เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของ “ทศวรรษแห่งความปลอดภัยทางถนน” ที่ได้ประเทศไทยประกาศไว้ว่า เราจะลดการตายบนท้องถนนลงครึ่งหนึ่งในทศวรรษนี้

แม้จะมีการกำหนดแผนแม่บทความปลอดภัยทางถนน  ที่หน่วยงานต่างๆได้ร่วมกันดำเนินงานสืบเนื่องมา  แต่เรายังมีเป้าหมายที่ท้าทายอย่างยิ่งยวดรออยู่ข้างหน้า  ดิฉันจึงขอเร่งรัดนโยบายดำเนินงานในจุดสำคัญเป็นพิเศษในช่วงปีนี้ ดังนี้

๑  ขอให้ทุกฝ่าย โดยเฉพาะหน่วยราชการทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น นำโดยศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนของรัฐบาล เร่งรัด “เอ็กซเรย์ทุกพื้นที่”  ในการลดการตาย การบาดเจ็บและความสูญเสียบนท้องถนน 

ทุกตำบล อำเภอ จังหวัด ต้องรู้ “จุดเสี่ยง” “ปัจจัยเสี่ยง” ในพื้นที่ของตน และแก้ไขสาเหตุของความเสี่ยงนั้นได้  ถ้าปัญหาเกินแก้ไขในระดับของตน หน่วยงานระดับสูงกว่าต้องลงมาดูแลแก้ไขอีกทอดหนึ่ง  โดยมีระบบข้อมูลที่ชัดเจนว่า แต่ละพื้นที่  ในแต่ละระดับ มีปัญหามากน้อยเพียงไร และมีพัฒนาการไปในทางใด หรือไม่ ในพื้นที่ที่มีพัฒนาการดี  นอกจากช่วยรักษาชีวิต รักษาสุขภาพและทรัพย์สินของผู้คนแล้ว  ก็ควรได้รับการยกย่องเชิดชูและตอบแทนจากรัฐบาลและสังคม  ซึ่งดิฉันจะขอติดตามพัฒนาการรายพื้นที่ของปีนี้ต่อไป

๒  ขณะที่อุบัติภัยทางถนนส่วนใหญ่เกิดกับรถจักรยานยนต์  ข้อมูลปีที่ผ่านมาบอกว่าผู้ที่เสียชีวิตจากการขับขี่จักรยานยนต์กว่าร้อยละ ๘๐ ไม่ได้สวมหมวกนิรภัย แม้ปีที่ผ่านมาจะได้ประกาศเป็นปีแห่งการรณรงค์สวมหมวกนิรภัย ๑๐๐ %แต่ก็มีอัตราการเพิ่มการสวมหมวกขึ้นเพียงเล็กน้อย  หลายจังหวัดกลับมีอัตราลดลงไปเสียด้วยซ้ำ

ดิฉันจึงขอขยายปีแห่งการรณรงค์สวมหมวกนิรภัยออกไปอีกในปีนี้และปีหน้า  โดยปีนี้ขอให้เร่งรัดให้เพิ่มอัตราผู้สวมหมวกนิรภัยทั้งผู้ขับขี่และผู้ซ้อน อย่างน้อยร้อยละ 20ในภาพรวมทั้งประเทศและในทุกรายจังหวัด  รวมทั้งขอให้สถานที่ราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานศึกษา และสถานประกอบการ มีนโยบายตรวจตราการสวมหมวกนิรภัย 100% ในพื้นที่และบุคลากรของตนอย่างจริงจัง

๓  ข้อมูลจากทุกฝ่ายเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของผู้ขับขี่ยานพาหนะ เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอุบัติภัยบนถนน นอกจากการบังคับใช้กฎหมาย “เมาแล้วขับ” อย่างจริงจังแล้ว  ยังต้องเน้นการบังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.๒๕๕๑ โดยห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้เด็กอายุต่ำกว่า ๒๐ ปี, กวดขันพื้นที่ห้ามขายและห้ามดื่มอย่างจริงจัง รวมถึงการเร่งรัดมาตรการเพิ่มเติม อย่างการห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บนถนนสาธารณะและยานพาหนะบนถนนสาธารณะ และการเพิ่มบทลงโทษผู้ปฏิเสธการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ โดยให้ถือว่า“เมา” ทุกราย  ทั้งนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ควรได้รับการสนับสนุนเครื่องตรวจวัดแอลกอฮอล์ให้เพียงพอต่อการบังคับใช้กฎหมาย

๔ ด้านอุบัติเหตุใน 3 ปีที่ผ่านมา มีแนวโน้มของความสูญเสียต่อครั้งที่รุนแรงขึ้น เนื่องมาจากการขับขี่ด้วยความเร็วยิ่งขึ้น  ดังนั้นนอกจากการเพิ่มการบังคับใช้กฎหมายด้านความเร็วแล้ว จะสนับสนุนให้นำเทคโนโลยีตรวจจับความเร็วมาช่วยหรือมาแทนตำรวจให้มากขึ้นด้วย และขอดำเนินการให้ปรับลดอัตราความเร็วในการขับขี่ในพื้นที่ชุมชนเมือง พร้อมทั้งสนับสนุนท้องถิ่นเร่งรัดมาตรการกำหนดความเร็วในเขตชุมชนสำคัญ เช่น บริเวณตลาด หน้าโรงเรียน เพิ่มขึ้น

นโยบายทั้งสี่ประการข้างต้น ขอให้ถือเป็น “จุดเน้น” และ “จุดเสริม”ของแนวทางการดำเนินการต่างๆที่ทุกหน่วยงานได้ดำเนินการอยู่แล้ว เปรียบเสมือนการเสริม “ยาแรง” เพื่อช่วยให้ประเทศไทยเราได้บรรลุเป้าหมายท้าทายของทศวรรษที่เราได้ร่วมกันตั้งไว้   โดยเรามาตั้งต้นกันที่วันสงกรานต์ปีนี้  เรามาร่วมใจเริ่มปฏิบัติการกันที่ “๗ วัน ๗๗ จังหวัด สงกรานต์ปลอดภัย” ในวันนี้  เพื่อนำไปสู่ “๓๖๕ วันปลอดภัยของประเทศไทยทุกพื้นที่” และสู่เป้าหมายทศวรรษแห่งความปลอดภัยทางถนนต่อไป

ในวาระดิถีของวันสงกรานต์อันเป็นวันสำคัญทางจิตวิญญาณของคนไทย ดิฉันเชื่อมั่นว่า ทุกมาตรการที่พวกเราจะร่วมกันทำในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ จะส่งพี่น้องเดินทางไป-กลับอย่างปลอดภัยในทุกจุดหมาย ทำให้ประชาชนชาวไทยได้ร่วมกิจกรรมกับครอบครัวอันเป็นที่รัก และเล่นน้ำสงกรานต์ได้อย่างมีความสุข

และรัฐบาล จะเดินหน้า “นโยบายความปลอดภัยทางถนน” อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ไม่ใช่เพียงแค่ช่วงเทศกาลใดเทศกาลหนึ่ง เพื่อขยายความสุขของประชาชนให้สืบเนื่องต่อไป 

บัดนี้ ได้เวลาอันสมควรแล้ว ดิฉันขอเปิดโครงการรณรงค์ “๗ วัน ๗๗ จังหวัด สงกรานต์ปลอดภัย ๒๕๕๕” และขออวยพรให้การดำเนินงานบรรลุผลสำเร็จตามเจตนารมณ์ทุกประการ

*********************

 

 

นอกเหนือจากนโยบายของรัฐบาล และนายกรัฐมนตรี ดังกล่าวข้างต้น ยังมีมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับงานด้านความปลอดภัยทางถนนหลายครั้ง รายละเอียด คลิ๊กที่นี่


 

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย
3/12 ถนนอู่ทองนอก แขวงดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร 10300
ติดต่อทีมงาน : This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.